[ESM]นางสงกรานต์ (?)
posted on 29 Apr 2012 23:53 by mayonler-toshiro




Xiang Yu
ชื่อ เซียงอี้
เพศ ชาย
อายุ 24 ปี
กรุ๊ปเลือด A
ส่วนสูง 187 ซม. น้ำหนัก 76 กก.
อาจารย์ประจำMaistrie of Crusade
นิสัย
- สุภาพ ท่าทางดูเป็นคนอ่อนโยนและจิตใจดี(?)
- แรกเริ่มพบเจอเขาจะดูเป็นสุภาพบุรุษแต่พอผ่านไปนานเข้าก็ชักจะเริ่มออกลาย
- เอาเข้าจริงแล้วเป็นคนที่อารมณ์รุนแรง โหดสุดๆ ถ้าเบรกแตกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็โบกมือลากับชีวิต อิฮั้นไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยอีกต่อไป
- เห็นแบบนี้นะ ลึกๆแล้วเป็นคนขี้งอนนะ
- ค่อนข้างจะขวานผ่าซาก
- ถ้าไม่ใช่เรื่องที่สนใจจะเบื่อได้ง่าย
- มีงานอดิเรกคือการสะสมอาวุธและชุดเกราะ ทั้งห้องเลยรกไปด้วยของจำพวกนี้(ไ ม่มีความคิดจะจัด)
- เหล้า บุหรี่จัดหมดแต่ส่วนตัวแล้วชอบพวกของเก่าๆมากกว่า จำพวกไปป์หรือไม่ก็ไวน์เก่าๆ
- อื่นๆต้องลองคุยกันดู
ความสามารถพิเศษ
- การพนัน
- กิจกรรมบ่อนทำลาย
ประวัติ
- เป็นชาวจีนสายเลือดแท้
- เป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์และการต่อสู้แบบพิเศษ(วรยุทธ์//เจ้าตัวบอกว่าใครอุตริอยากฝึกก็ฝึกได้ แต่ธาตุไฟเข้าแทรกตูไม่เกี่ยว)
- เกลียดพวกราชวงศ์ฮั่นเป็นที่สุด ดังนั้นพี่ท่านจึงอ่านสามก๊กอย่างมันส์ในอารมณ์
- มาเป็นอาจารย์เพราะ “ไม่มีอะไรทำ”
- ความจริงมีรอยแผลเป็นที่แก้มขวาแต่ช่างเถอะ เพราะความจริงมันก็เป็นแค่แท็ตทู(แปะไว้ทำเท่)
-ชอบให้เรียกตัวเองว่าป๋าอ๋องหรือป๋าอ๋องน้อย(ป๋าอ๋องเป็นฮีโร่ในดวงใจเฮียเขา)
อาวุธ
- ดาบที่ชื่อว่าอัสนี ตามตำนานบอกว่าเป็นอาวุธของป๋าอ๋อง สามารถปล่อยสายฟ้าได้ แต่ก็นะ ปัจจุบันพี่ท่านเลยลักไก่เอาเครื่องช็อตไฟฟ้าไปติดไว้แม่มเลย ดังนั้นถ้าจะเอาดาบเขาไปเล่นอย่าเผลอไปโดนปุ่มอะไรเข้าให้นา
- รถถัง ซื้อมาขับชมวิว(พร่องจิ)
สถานะ : โสดจ้า(จะมีคนเอามรุงเรอะ=[]=!)
BL NL OK!
CV : จิ้ม

หนึ่งคำพูดมีค่าเท่ากับทองคำ
ทว่าหนึ่งคำสาบานมีค่าเท่ากับหนึ่งชีวิต...
“ทำไมนายต้องทำแบบนี้?”
“ก็เพราะว่าพวกฉัน...ไม่อาจค้นหาความหมายของการมีชีวิตได้ด้วยตัวเอง...”
(ใครสักคนพูดกับใครสักคน)
แสงจันทร์สีเงินยวงสาดแสงทะลุผ่านม่านเมฆลงมายังทะเลสาบกว้างที่รายล้อมด้วยพฤกษาชาติหลากพันธุ์ เสียงกิ่งไม้กระทบกันเคล้าคลอไปกับเสียงใบไม้ไหว สายน้ำกระเพื่อมและเสียงหวีดหวิวของสายลม ดังจะเป็นบทเพลงโหมโรงก่อนเริ่มต้นพิธีกรรม...
สัตยาโลหิต
ชายหนุ่มเจ้าของเส้นผมสีทองสว่างสูดลมหายใจลึกขณะพยายามคุมมือของตัวเองให้หยุดสั่น มันสั่นระริกจนน่าขัน ทั้งๆที่เขารู้ตัวอยู่ตลอดแท้ๆว่าสักวัน วันนี้จะต้องมาถึง วันที่ต้องทำพิธีสาบานตนต่อนายเหนือหัว...
นัยน์ตาสีฟ้าสดส่องสะท้อนภาพของชายหนุ่มผมสีชมพูยาวสลวยถึงเอว ไม่นานนักเขาก็ยื่นมีดสั้นสลักลวดลายเถาวัลย์แลดูชดช้อยร้อยพันมังกรนิทราไว้อย่างนิ่มนวลให้อีกฝ่าย ฟรานซิสรับมันมาด้วยสีหน้าสงสัยเล็กนอย นัยน์ตาสีเขียวเหลือบม่วงกวาดมองไปทั่วเล่ม ก่อนจะสะดุดตาเข้ากับอัญมณีสีเขียวสดดังผืนทะเลสาบข้างกาย
“เนตรแห่งกาเวน...”การาธพึมพำเสียงแผ่ว “...นั่นคือชื่อของอัญมณีนั่นครับ”
“อย่างนั้นเหรอ...แล้วนายให้ฉันมาทำไมกัน”ฟรานซิสเลิกคิ้วถาม
“แทงครับ...”
“ว่าไงนะ?”
“ฉันให้มีดเล่มนั้นกับนายท่านก็เพื่อให้ท่านใช้มันแทงฉันครับ”การาธว่าขณะก้มหน้าลงต่ำ ด้วยไม่อาจให้อีกฝ่ายเห็นดวงตาให้ฉายแววหวาดกลัวอย่างน่าสมเพช
เสียเกียรติอัศวินชะมัด...
การาธแค่นยิ้มตรงมุมปาก ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าสักวันเวลาจะต้องมาถึง ทว่าอีกใจหนึ่งกลับภาวนา...อย่าให้เวลานี้มาเยือน... บางทีเขาคงจะเป็นแบบที่ท่านพี่บอกล่ะมั้ง เป็นเศษเดนอัศวิน
“ฉันไม่แทงนายไม่ได้เหรอ?”ฟรานซิสว่าพลางควงมีดในมือเล่น ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองหมู่เมฆที่เคลื่อนตัวบดบดดวงจันทร์จนแทบสิ้นแสง พาให้ทัศนียภาพรอบกายมืดสลัว
เป็นคืนที่ดูน่าเบื่อชะมัด...
“ไม่ได้ครับ”ในวินาทีแรกเขาแทบจะหลุดปากพูดคำว่า”ได้”ออกไป แต่แล้วปลายศอกของเขาก็เผอิญเลื่อนไปแตะถูกด้ามดาบที่ห้องติดมา ดาบ...ศาสตราวุธที่ใช้ยืนยันความเป็นอัศวินของเขาเอง ดังนั้นหากเขาคิดจะยังเป็นอัศวินอยู่ก็ไม่อาจปฏิเสธเหตุการณ์ตรงหน้าได้
อัศวินนั้นไม่มีสิทธิ์เกรงกลัวต่อความเจ็บปวด... ไม่รับรู้ถึงความน่ากลัวของความตาย ไม่อาจคุกเข่าลงร้องขอความเมตตาจากใคร เพราะว่าพวกเขาคือผู้ที่แบกรับชะตากรรมของคนทั้งมวลซึ่งอยู่เบื้องหลัง และบัดนี้...ก็มีหนึ่งคนที่กำลังจะก้าวไปอยู่ข้างหลังเขา เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้จักคำว่า”หวาดกลัว”อีกต่อไป
“เพราะมันเป็นกฎ ดังนั้นฉันขอความกรุณาจากนายท่าน ได้โปรดแทงฉันด้วยเถอะครับ แค่ครึ่งเล่มก็พอ...”ใช่ เพราะมันเป็นกฎ...กฏที่สืบสานผ่านห้วงกาลเวลามาตั้งแต่เมื่อหนึ่งพันห้าร้อยปีก่อน!
คมดาบสีเงินถูกกระชากชักออกมาจากฝัก ปักแทรกทะลุผืนดินลึกจนดูคล้ายกัยดาบเอ็กคาลิเบอร์ในตำนาน
“เข้าใจล่ะ”มือที่เคยจับด้ามมีดไว้หลวมๆกลับกระชับแน่นก่อนจะยอบตัวลงให้อยู่ระดับเดียวกับร่างซึ่งคุกเข่าอู่ตรงหน้า อัศวินหนุ่มหลับตาลงก่อนจะเริ่มร่ายสัตยาบันออกมาอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาที่คมมีดถูกเงื้อขึ้นสูง ส่องสะท้อนกับแสงจันทร์ที่พลันหลุดพ้นออกจากพันธนาการแห่งเมฆา ส่องแสงสว่างไสวออกมาอีกครา
“ราชันย์แห่งอัศวินเอ๋ย...12อัศวินโต๊ะกลมเอย...โปรดสดับรับฟังสัตยาสาบานแห่งข้าด้วยเถิด..”คมมีดเสียบทะลุเข้าไปตรงไหล่ซ้ายหายไปครึ่งเล่มตามคำบอก ความเจ็บปวดแล่นพล่านผ่านโสตประสาทการรับรู้ ทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดในพริบตา
“อึ่ก”ริมฝีปากถูกขบแน่นเพื่อกลั้นเสียงร้องจนห้อเลือด โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง ฝ่ามือก็ถูกยกขึ้นทาบเหนือมือของฟรานซิสก่อนจะออกแรงกดวห้ด้ามมีดหักลงเฉือนเนื้อ กลิ่นเลือดโชยคละคลุ้งไปในอากาศ หยาดโลหิตสีชาดหลั่งรินออกมาจากปากแผลซึ่งเปิดกว้าง ไหลใบตามใบมีด ซึมผ่านง่ามมือลงไปสู่อัญมณีสีเขียวสดที่รอดื่มกินเลือดแห่งพันธะสัญญาดังเช่นทุกครา
มีดครึ่งเล่มแทนสัญลักษณ์ที่จะรับฝากชีวิตที่เหลืออยู่ของเจ้านายนับจากนี้เป็นต้นไป มันเป็นการหลั่งเลือดสาบาน กลายเป็นสัตย์สาบานที่ไม่อาจถูกเพิกถอน แม้จะไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป อัศวินเช่นพวกเขาก็ทำได้แค่เพียงถอยห่าง ไม่พูดคุย ไม่นุ่งเกี่ยว ไม่ว่ากล่าวและก้าวออกไปรับความตายแทนดังสัตย์สาบานก็เท่านั้น
และหากเจ้านายสิ้นใจตายลงเมื่อใด หน้าที่ของอัศวินนั้นไซร้ก็คือการนำมีดเล่มนั้นมาแทงยังขั้วหัวใจ...จนหมดเล่ม...
“ใต้สัตยาโลหิตที่ผูกพันกันดังโซ่ตรวน ด้วยพันธะที่สืบสานมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล ในนามแห่งอาเธอร์ เพนดรากอน ราชันย์แห่งมวลอัศวิน...
ข้าขอสาบาน ณ ที่นี้ ว่าข้าคือผู้ที่พร้อมแล้วที่จักแบกรับซึ่งคมดาบทั้งปวง คือผู้ที่พร้อมแล้วที่จักสิ้นชีพในทุกสมรภูมิรบ ต่อแต่นี้ไป ร่างกายของข้าจักเป็นโล่ของท่าน คมดาบของข้าจักเป็นอาวุธของท่าน แลโลหิตของข้าจักหลั่งรินเพื่อท่าน ฟรานซิส นายเหนือหัวผู้ไม่อาจบอกนามแห่งบรรพบุรุษเอ๋ย ข้าขอสาบานว่านับจากนี้ ตราบจนโลกาวินาศ...ข้า...จักขอปกป้องท่านตลอดไป...”คำสาบานถูกกล่าวออกมาอย่างเชื่องช้า ทว่าเยือกเย็นและมั่นคง พร้อมกับสายโลหิตที่ยังคงไหลรินไม่ขาดสาย...
“ทนเจ็บหน่อยนะครับ”ประโยคที่ผิดแปลกไปจากเดิมทำเอาคนฟังเพลินชะงัก แต่ยังไม่ทันที่จะได้อ้าปากถาม มือของเขาก็ถูกดึงไปตรงหน้าอีกฝ่าย ปลายนิ้วเรียวถูกส่งเข้าปากเด็กหนุ่มก่อนจะถูกขบกัดอย่างแรงจนเรียกเลือด
“สัญลักษณ์ของนายท่านคืออะไรครับ”ประโยคคำถามที่กำลังจะหลุดออกจากริมฝีปากกลับต้องกลืนลงคอไปอีกครั้งเมื่อการาธชิงยิงคำถามออกมาก่อน ฟรานซิสขมวดคิ้วแน่น
“สัญลักษณ์?”
“ครับ สัญลักษณ์ เอกลักษณ์ ตราประทับหรืออะไรก็ได้ที่สามารถยืนยันตัวตนของนายท่านได้”การาธเอ่ยอย่างเร่งร้อน นัยน์ตาของเขาพร่าเลือนขึ้นทุกขณะ เช่นเดียวกับกับอัญมณีเนตรแห่งกาเวนที่ยังคงดื่มด่ำกับเลือดซึ่งไหลมาอไม่ขาดสายอย่างรื่นรมย์
“ใจเย็นๆ...ขอคิดก่อน”ฟรานซิสกลอกตาขึ้นฟ้า สมองพยายามใคร่ครวญถึง “อะไรก็ได้” ที่อีกฝ่ายว่า สัญลักษณ์ เอกลักษณ์ ตรา...ประทับ? พูดถึงของพรรค์นั้นแล้ว...
“ช่างเถอะ...”
“ครับ?”มือเรียวลงมือปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตนออก เผยให้เห็นแผงอกซ้ายที่สักรอยสักรูปมังกรสีแดงสดตัดกับผิวขาว
“มาสิ”ชายหนุ่มว่าพร้อมกับกระดิกนิ้วเรียกท่าทางเหมือนเคะยั่วไม่มีผิด(อยากเติมมาก)
“ม...มีแต่ตรงนั้นเหรอครับ”ใบหน้าที่ซีดเผือดกลับซับสีเลือดขึ้นมากะทันหัน แค่คิดว่าจะต้องจูบหน้าอกผู้ชายเขาก็แทบอยากจะมุดลงดินวิ่งไปตะโกนใส่หน้าฮาเดสแล้ว ไอ้ตอนแรกที่เตรียมใจมาอย่างมากก็คือการจูบข้อมือในกรณีที่อีกฝ่ายไม่มีสัญลักษณ์จริงๆ
ให้ตายเถอะ เป็นตายร้ายดียังไงเขาก็เป็นผู้ชายทั้งแท่งนะ การให้ไปจูบหน้าอกผู้ชายนี่มันเป็นเรื่องสยองสองพันสิบสองชัดๆ...
“จะจำหรือไม่ทำ?”ฟรานซิสเลิกคิ้วถาม ขณะกระชับเสื้อเชิ้ตเล็กน้อยเพราะการยืนเปลือยอกริมทะเลสาบก็ไม่ใช่เรื่องน่าพิศสมัยเท่าไหร่นัก ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากให้เรื่องนี้จบลงเร็วๆเหมือนกัน
“ท...ทำครับ”การาธว่าเสียงสั่น อัศวินผมทองโน้มตัวไปตัวไปด้านหน้าพร้อมกับอาการสยองขวัญเล็กๆที่แล่นพล่านอยู่ในหัว
โอเค บางทีเขาน่าจะคิดว่ามันเป็นกระดองเต่า ใช่ ดูไปดูมามันก็คล้ายๆอยู่ไม่น้อยยังดีที่นายท่านไม่มีขนตรงหน้าอก เพราะถ้ามีเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะจินตนาการเป็นอะไรดีเหมือนกัน อืม...บางทีหัวเกือบล้านก็น่าจะเป็นความคิดที่ไม่เลว...
การาธพยายามคิดสะระตะไร้สาระในหัว เผื่อจะสามารถลืมเหตุการณ์ระทึกขวัญ(?)ที่กำลังประสบพบเจอได้ และขอบคุณสวรรค์ที่เขาทำสำเร็จ การาธละริมฝีปากออกจากผิวเนื้อก่อนจะกล่าวคำปฏิญาณสุดท้ายออกมา
“ขอฟ้าดินเป็นพยาน...ในความภักดีของข้าด้วยเถิด...”
[THE END]
ปล.จำได้ว่าวันนั้นอาหารติดคอไปหลายรอบ//ทีแอลโคตรเสื่อม
ปล2.โครโน่กับฟูจินเนี่ยเเหล่ะตัวหลักเลย(ฟูจินมาน้อยแต่ดาเมจแรงอิ๋บอ๋าย //ข้าจะไปช่วยอาเต้า#โอทะเลแสนงาม ชุ้นจำได้แม่นเลยล่ะ555+)